วันเสาร์ที่ ๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๒

ความคิดเห็นการจัดทำแผนแม่บทด้านไอซีที

2. ท่านเห็นด้วยหรือไม่กับการจัดทำแผนแม่บทด้านไอซีที (ICT) ฉบับที่ 2 ของรัฐบาลไทย จงสังเคราะห์ความรู้จากแผนแม่บทมาเป็นอรรถาธิบายให้แจ้งชัด
ตอบ เห็นด้วยกับแผนแม่บทด้าน ICT ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2552 – 2556) ของรัฐบาลไทย เพราะจากการวิเคราะห์แผนแม่บทฉบับนี้จะพบว่ามีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาประเทศไทยให้เป็นสังคมอุดมปัญญา ด้วยการใช้ ICT โดยการพัฒนากำลังคนให้มีคุณภาพและปริมาณที่เพียงพอ ทั้งบุคลากรด้าน ICT และบุคลากรในสาขาอาชีพอื่นๆการพัฒนาโครงข่ายสารสนเทศและการสื่อสารความเร็วสูงการพัฒนาระบบบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่มีธรรมาภิบาลโดยมีกลไก กฎระเบียบ โครงการการบริหารและการกำกับดูแล ที่เอื้อต่อการพัฒนาอย่างบูรณาการ การยกระดับความพร้อมด้าน ICT ของประเทศให้สูงขึ้นในระดับโลกการผลักดันอุตสาหกรรม ICT ให้มีสัดส่วนมูลค่าเพิ่ม ต่อ GDP ไม่น้อยกว่า 20 % และการส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนอย่างน้อย 50 % สามารถเข้าถึงและใช้ ICT ได้ โดยโครงการที่สำคัญได้แก่ การจัดตั้งวิทยาลัย ICT การพัฒนากฎหมายด้าน ICT พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ โดยมีรายละเอียด พอจะสรุป ได้ดังนี้
1. การจัดตั้งวิทยาลัย ICT วัตถุประสงค์เพื่อให้การพัฒนาบุคลากรด้าน ICT ในระดับภาพรวมของประเทศมีทิศทางที่แน่ชัด มีการบูรณาการร่วมกันหลายหน่วยงาน และให้บุคลากรที่ได้รับการฝึกอบรมมีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีจำนวนมากขึ้น ให้เพียงพอในการเข้าสู่ธุรกิจด้าน IT ดังนั้น จึงเห็นสมควรจัดทำโครงการพัฒนาบุคลากรด้าน ICT ของประเทศขึ้น เพื่อเป็นการศึกษารูปแบบแนวทางการพัฒนาบุคลากรด้าน ICT ในระดับประเทศ
2. การพัฒนากฎหมายด้าน ICT กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร ได้ศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับกฎหมาย เพื่อใช้ในการกำกับควบคุมการเผยแพร่สิ่งที่ไม่เหมาะสม เป็นภัยบนอินเทอร์เน็ตมีเนื้อหาที่ครอบคลุมเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยของสังคม โดยไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีงาม และเพื่อศึกษาวิเคราะห์เทียบเคียงกฎหมายของประเทศที่พัฒนาแล้ว มีแนวทางการกำหนดมาตรการทางกฎหมาย ในการป้องกันปัญหาการเผยแพร่สิ่งที่ไม่เหมาะสม อันเป็นภัยที่เกิดจากการใช้อินเทอร์เน็ต เพื่อผลักดันให้มีการยกร่างกฎหมายที่มีเนื้อหาใช้บังคับเป็นกฎหมายต่อไป ซึ่งปัจจุบันกำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ
3. พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2543 เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นตามบทบัญญัติในมาตรา 40 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 โดยได้แยกการกำกับดูแลการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และการกำกับดูแลการประกอบกิจการโทรคมนาคมออกจากกัน คือ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ และคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ยังคงบัญญัติหลักการเกี่ยวกับการจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ไว้ในมาตรา 47 แต่ได้บัญญัติให้เป็นองค์กรอิสระองค์กรหนึ่ง ทำให้ต้องมีการปรับปรุงกฎหมายดังกล่าว ทั้งนี้ กรอบยุทธศาสตร์และผลลัพธ์ในแผนแม่บทด้านICTฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2552 – 2554) ของรัฐบาลไทยก็มีสิ่งต่าง ๆ ที่น่าสนใจ ดังนี้
1. พัฒนากำลังคน (ICT Professionals & ICT literate people)
2. บริหารจัดการ ICT อย่างมีธรรมาภิบาล
3. ใช้ ICT เพื่อช่วยสร้างธรรมาภิบาลของรัฐ
4. พัฒนาอุตสาหกรรมของ ICT
5. ใช้ ICT ในภาคการผลิตและบริการที่เป็นยุทธศาสตร์ของประเทศ
นอกจากนี้ยังส่งเสริมการเปิดโอกาสให้บุคคลอื่นนำเอาระบบนั้นไปพัฒนาได้ต่อไป (Open Source) รวมถึงการมีกลไกสนับสนุนให้บุคลากรนักพัฒนาของไทย สามารถเข้าร่วมโครงการระดับโลกได้ เพื่อสร้างให้เกิดการวิจัยพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยี และทำให้เกิดความเข้มแข็งของบุคลากร ICT ไทย ทั้งนี้เพื่อลดการละเมิดลิขสิทธิ์ ลดภาระงบประมาณรายจ่ายในการซื้อซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ เพิ่มทางเลือกของการใช้ซอฟต์แวร์ พัฒนาฝีมือ ทักษะของโปรแกรมเมอร์และผู้ใช้งาน และให้มีอิสระในการกำหนดทิศทางการพัฒนาต่อยอดซอฟต์แวร์ใหม่

การประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศในองค์กร

1. ท่านสามารถประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศในองค์กรของท่านได้อย่างไร บอกกรอบความคิด ขั้นตอน ผลกระทบให้เห็นกระบวนการคิดของท่านทั้งระบบ
ตอบ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีราชบุรี อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เป็นหน่วยงานที่สามารถประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศ โดยการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการจัดการข้อมูลด้านต่าง ๆ ในเบื้องต้น เป็นการประมวลข้อมูลที่เป็นการดำเนินงานประจำวันภายในวิทยาลัยฯ และแบ่งงานตามผังการบริหารงานออกเป็น 4 ฝ่าย ได้แก่ ฝ่ายวิชาการ ฝ่ายบริหารทรัพยากร ฝ่ายแผนงานและความร่วมมือ และฝ่ายพัฒนาการศึกษา ในแต่ละฝ่ายมีการประยุกต์ใช้ระบบสารสนเทศในการปฏิบัติงาน โดยมีกรอบ แนวคิด ขั้นตอนและผลกระทบ ดังนี้
1. ฝ่ายวิชาการ นำคอมพิวเตอร์มาใช้ในการจัดทำหลักสูตรการสอน การจัดทำตารางสอน การจัดทำแบบฟอร์มต่าง ๆ การวัดผลประเมินผลการเรียน การจัดทำสื่อการสอนชนิดต่างๆ การจัดทำเว็บไซด์ของครู นักศึกษา ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินงานของฝ่ายวิชาการเป็นไปอย่างมีระบบ มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล และสามารถติดตามตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานได้
2. ฝ่ายบริหารทรัพยากร สามารถนำคอมพิวเตอร์มาใช้ในงานสารบรรณ งานธุรการ งานบัญชี งานการเงิน งานพัสดุ งานบัญชีเงินเดือน การจ่ายโบนัส งานจัดซื้อจัดจ้าง และงานบริหารงานบุคคล ทั้งครู พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ และลูกจ้างชั่วคราว ทำให้ผู้บริหารรับทราบจำนวนบุคลากร วันเข้ารับราชการ วันเกษียณอายุราชการ ประวัติการศึกษา ประวัติการทำงาน ประวัติการเลื่อนขั้นเงินเดือน การลา การกระทำความผิด การถูกลงโทษทางวินัย ประวัติการพัฒนาตนเองในการร่วมประชุม อบรม สัมมนา เพื่อนำเสนอข้อมูลต่อผู้บริหารให้รับทราบในการตัดสินใจ ตลอดจนงานทะเบียนนักศึกษาทั้งในระบบและนอกระบบ

3. ฝ่ายแผนงานและความร่วมมือ สามารถนำคอมพิวเตอร์มาประมวลผลด้านการจัดสรรงบประมาณ การสั่งซื้อวัสดุ ครุภัณฑ์ การจัดทำแผนงบประมาณประจำปี การจัดหาพัสดุ การควบคุมผลผลิตของแต่ละงานฟาร์ม การจัดทำศูนย์ข้อมูลสถานศึกษา การจัดทำประกันคุณภาพภายในและภายนอก ซึ่งในการทำการประมวลผลรายการต่าง ๆ ก็จะมีการจัดทำเอกสารรายงาน แต่อย่างไรก็ตามการประมวลผลข้อมูลเบื้องต้นบางรายการ อาจไม่ใช่สารสนเทศโดยตรง แต่อาจนำข้อมูลเหล่านี้นำเสนอผู้บริหาร โดยการจัดทำเป็นสารสนเทศ มีการประมวลผลให้ผู้บริหารทราบว่าในแต่ละเดือน แต่ละไตรมาส หรือแต่ละปี มีการใช้จ่ายเงินในด้านต่าง ๆ เป็นอย่างไร มากหรือน้อยกว่าปีที่ผ่านมาเท่าไร แนวโน้มการใช้จ่ายเงินในการซื้อวัสดุชนิดต่าง ๆ ของแต่ละงานเป็นอย่างไร ซึ่งอาจจะนำข้อมูลเบื้องต้นเหล่านี้เข้ามาเพื่อทำการประมวลผล และนำไปใช้งานในภายหลัง เช่น ในปีนี้มีรายรับการจำหน่ายผลผลิตของงานฟาร์มเป็นเท่าไร มากกว่า หรือน้อยกว่าปีที่ผ่านมา คิดเป็นร้อยละเท่าไร เป็นต้น
4. ฝ่ายพัฒนาการศึกษา สามารถนำคอมพิวเตอร์มาประมวลผลด้าน การจัดกิจกรรมนักศึกษา การเข้าร่วมพิธีการในวันสำคัญต่าง ๆ การจัดกิจกรรม องค์การเกษตรกรในอนาคตแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์พระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี การเข้าค่ายปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ และงานปกครอง งานครูที่ปรึกษางานกีฬา งานนันทนาการ งานลูกเสือเนตรนารี งานนักศึกษาวิชาทหาร และงานตามนโยบายต่าง ๆ ตลอดจนโครงการที่ฝ่ายรับผิดชอบให้ดำเนินการ

วันจันทร์ที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๒

เยือนเมียนม่าร์

ออกเดินทางตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2552 ช่วงเวลา 18.00 น. โดยรถบัสปรับอากาศ 2 ชั้น ถึงอ.แม่สาย จ.เชียงราย ช่วงเช้าวันที่ 23 เมษายน 2552 แล้วรับประทานอาหารเช้าที่โรงแรม และทำหนังสือผ่านด่าน อ.แม่สาย สู่เมืองท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมาร์ วิ่งไปตามถนนลาดยางข้ามขุนเขาอันสูงชัน ผ่านหมู่บ้านในชนบทสองข้างทาง

มุ่งหน้าสู่เมืองเชียงตุง ดินแดนรัฐฉานซึ่งเคยเป็นดินแดนอาณาจักรล้านนาเมืองเชียงแสน และยังคงมีสถานที่เก่าแก่หลายจุด ทั้งวัด พระราชวัง บ้านเจ้าฟ้าปกครองเมืองเชียงตุง และสถานที่สำคัญ ๆ รวมถึงวิวอันสวยงามของสถานที่ต่าง ๆ มีทั้งศิลปะไทยเขิน และเมียนมาร์



วัดธาตุหลวง
โรงแรมผีสิง(พระราชวังเก่า)
วิวเมืองเชียงตุง

วัดพระชี้นิ้ว
สระผักตบชวา
เมื่อถึงเวลาอาหารมื้อเย็นก็ไปรับประทานอาหารสไตน์ไทยเขิน แล้วก็เข้าที่พัก ซึ่งเป็นโรงแรมระดับสามดาวมีแอร์แต่เปิดได้เป็นเวลา เพราะต้องใช้ไฟปั่นเอง นอนกลางคืนต้องเปิดเฉพาะพัดลมอย่างเดียว



ตื่นมาวันที่ 24 เมษายน 2552 รับประทานอาหารเช้าแบบง่ายๆแล้วเดินทางไปเที่ยวชม
ตลาดสดเมืองเชียงตุง
และเดินทางต่อไปยังเมืองม้า ผ่านหมู่บ้านไทยลื้อ
และเมืองลา เป็นเมืองปกครองพิเศษ มีดินแดนติดต่อกับเมืองต้าล่อประเทศจีน ใช้เงินหยวนของจีนในการซื้อขายสินค้า อดีตเคยเป็นเมืองที่เปิดบ่อนกาสิโนและมีโรงแรมที่พักมากมาย ตลอดจนสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ หลายจุด ทั้งวัด พิพิธภัณฑ์หยก พิพิธภัณฑ์ของขุนส่าราชายาเสพติด(หอฝิ่น) ฟาร์มเลี้ยงหมีไว้รีดน้ำดีจำหน่าย ด่านชายแดนสู่ประเทศจีน และเข้าที่พักโรงแรมปาไหล่ เมืองลา และเดินทางกลับประเทศไทย วันที่ 25 เมษายน 2552 เส้นทางเดิม
ถนนเข้าสู่เมืองลา
แม่น้ำม้า เมืองลา
วัดพระนอน
พิพิธภัณฑ์หยก
หินหยก
วัดพระธาตุ
หลักเขตเมืองลากับเมืองต้าล่อ
วิวเมืองลา
วิวเมืองลา
ด่านเมืองต้าล่อ ประเทศจีน
ฟาร์มเลี้ยงหมีเจาะน้ำดีจำหน่าย

ภาพอดีตสมัยขุนส่ารุ่งเรือง